21 จำนวนผู้เข้าชม |
หลังจากที่ทุกท่านได้ทำความรู้จักกับบทความเรื่อง พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA กับการประกันภัยกันไปแล้ว บทความนี้จะพาทุกท่านมาทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของระบบประกันภัยไทย เพื่อให้สอดรับกับการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
ปัจจุบัน สำนักงาน คปภ. ได้ออกคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2568 เรื่อง ให้ใช้แบบและข้อความตารางกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ รวมถึงหลักเกณฑ์การออกและส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรฐานตามประกาศฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่รวดเร็ว โปร่งใส และตอบโจทย์วิถีชีวิตในปัจจุบันผ่านรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Policy
การเปลี่ยนกรมธรรม์กระดาษผ่านสู่ e-Policy ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบประกันภัยไทยที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และสร้างความมั่นใจในทุกการเดินทางอย่างแท้จริง โดยบทความนี้จะมาเจาะลึกถึงข้อดีและประโยชน์สำคัญของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้
ข้อดีและประโยชน์สำคัญของ e-Policy ในอุตสาหกรรมประกันภัย
ข้อดีและประโยชน์สำคัญของ e-Policy ในอุตสาหกรรมประกันภัยนั้นครอบคลุมในหลากหลายมิติ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ภาคส่วนหลัก ดังนี้
ส่วนที่ 1 คือ ประโยชน์ของ e-Policy ต่อภาคประชาชน
ประการแรก คือ ความสะดวกและรวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูลเนื่องจากบริษัทประกันภัยจะดำเนินการส่งไฟล์กรมธรรม์ประกันภัยนี้ให้ผู้เอาประกันภัยโดยตรงในรูปแบบ e-Policy ทำให้สามารถเรียกดูข้อมูลได้ตลอดเวลาผ่านอุปกรณ์ดิจิทัลส่วนตัว โดยไม่ต้องพกพาเอกสารรูปแบบกระดาษอีกต่อไป
ประการที่สอง คือ การป้องกันการจำหน่ายประกันภัยที่ผิดกฎหมาย หรือกรมธรรม์ประกันภัยปลอม เนื่องจากระบบออก e-Policy ช่วยให้ผู้เอาประกันภัยสามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลได้ทันทีจากระบบคัสโตเดียน (Custodian) หรือระบบจัดเก็บข้อมูลกลาง ของสำนักงาน คปภ.
ประการที่สาม คือ การออก e-Policy ช่วยให้ผู้เอาประกันภัยได้รับสิทธิประโยชน์ที่รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมโยงข้อมูลกับภาครัฐ เช่น กรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถกับกรมการขนส่งทางบก เพื่ออำนวยความสะดวกในการต่อภาษีรถประจำปีที่ทำได้ง่ายและทันท่วงที
และประการสุดท้าย คือ การเพิ่มความน่าเชื่อถือและป้องกันกรมธรรม์ประกันภัยสูญหาย ด้วยการจัดเก็บข้อมูลในระบบที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง การออกกรมธรรม์ประกันภัยรูปแบบ e-Policy ไม่สามารถแก้ไขหรือปลอมแปลงได้ จึงสร้างความอุ่นใจให้กับผู้เอาประกันภัยได้เป็นอย่างดี
ส่วนที่ 2 คือ ประโยชน์ของ e-Policy ต่อภาคธุรกิจประกันภัย
e-Policy ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน ทั้งในส่วนของการผลิตกรมธรรม์ประกันภัยรูปแบบกระดาษและค่าจัดส่งเอกสารทางไปรษณีย์ อีกทั้งยังช่วยลดโอกาสการทุจริตในขั้นตอนการออกกรมธรรม์ประกันภัย เพราะกรมธรรม์จะถูกออกโดยตรงจากบริษัทประกันภัยเท่านั้น นอกจากนี้ ยังช่วยลดระยะเวลาและข้อผิดพลาดในการจัดส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบของ สำนักงาน คปภ. ทำให้ข้อมูลมีความแม่นยำและรวดเร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มความมั่นใจต่อสายตาประชาชนได้อย่างยั่งยืน
ทิศทางการดำเนินงานปี 2569 การใช้กรมธรรม์ประกันภัยรูปแบบ e-Policy และการเชื่อมโยงกับ PDPA
เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา สำนักงาน คปภ. ได้แถลงนโยบายภายใต้แผนพัฒนาประกันภัยฉบับที่ 5 มุ่งยกระดับระบบประกันภัยเป็นโครงสร้างพื้นฐานบริหารความเสี่ยงของประเทศ โดยดำเนินงานผ่านยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 4 คือ ระบบนิเวศข้อมูลประกันภัยที่เชื่อมโยงและใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ
ยุทธศาสตร์นี้เน้นการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลผ่านระบบ OIC Gateway และ e-Custodian เพื่อให้ข้อมูลกรมธรรม์มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ รวมถึงการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เอาประกันภัยให้มีความปลอดภัยตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
โดยคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2568 กำหนดให้บริษัทประกันภัยจัดทำและออกกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Policy) ให้แก่ผู้เอาประกันภัยเป็นลำดับแรก เว้นแต่กรณีที่ผู้เอาประกันภัยแจ้งความประสงค์ว่าไม่ต้องการรับด้วยวิธีดังกล่าว บริษัทประกันภัยจึงจัดพิมพ์กรมธรรม์เป็นฉบับกระดาษเพื่อส่งมอบให้ และให้ถือว่าสิ่งพิมพ์นั้นใช้แทนต้นฉบับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ได้ตามกฎหมาย
ช่องทางการรับกรมธรรม์ e-Policy
ในส่วนของการออกกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) จะดำเนินการในรูปแบบ e-Policy โดยมีรายละเอียดและช่องทางการรับกรมธรรม์ e-Policy ดังนี้
กรณีผู้เอาประกันภัยที่มีที่อยู่อีเมล (E-Mail): บริษัทประกันภัยหรือนายหน้าประกันวินาศภัย จะดำเนินการบันทึกข้อมูลอีเมลเข้าสู่ระบบ e-Policy โดยระบบจะจัดส่งไฟล์กรมธรรม์ในรูปแบบ PDF ไปยังอีเมลของผู้เอาประกันภัยโดยอัตโนมัติ
กรณีผู้เอาประกันภัยที่ไม่มีที่อยู่อีเมล: ผู้เอาประกันภัยสามารถดำเนินการตรวจสอบข้อมูลกรมธรรม์และดาวน์โหลดเอกสารด้วยตนเองผ่านระบบคัสโตเดียน (Custodian) ของสำนักงาน คปภ. ได้ที่เว็บไซต์ http://smart.oic.or.th/policy
กรณีผู้เอาประกันภัยที่มีความประสงค์รับกรมธรรม์รูปแบบกระดาษ: หากผู้เอาประกันภัยมีความจำเป็นต้องใช้กรมธรรม์รูปแบบเดิม หรือไม่สะดวกในการรับช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ สามารถแจ้งความประสงค์ต่อบริษัทประกันภัยหรือนายหน้าประกันวินาศภัยเพื่อให้ดำเนินการพิมพ์เอกสารกระดาษ (Hard copy) และจัดส่งมอบให้แก่ผู้เอาประกันภัยตามขั้นตอนปกติ
นอกจากนี้ ในด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล นายหน้าประกันภัยมีหน้าที่สำคัญต้องแจ้งให้ผู้เอาประกันภัยทราบก่อนหรือในขณะที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูล ว่าข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านี้จะถูกส่งต่อให้บริษัทประกันภัยเพื่อดำเนินการออกกรมธรรม์ ในขณะเดียวกันจะดำเนินการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวต่อสำนักงาน คปภ. เพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยในภาพรวม และสำนักงาน คปภ. อาจมีการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐอื่นเพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการประกันภัย รวมถึงพ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เอาประกันภัยในความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างสูงสุด
บทสรุป
เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทประกันภัยและนายหน้าประกันภัยมีหน้าที่แจ้งให้ผู้เอาประกันภัยทราบถึงวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมและเปิดเผยข้อมูลแก่สำนักงาน คปภ. เพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลและส่งเสริมธุรกิจประกันภัย รวมถึงอาจมีการเปิดเผยข้อมูลแก่หน่วยงานรัฐอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันการฝ่าฝืนกฎหมาย
การก้าวเข้าสู่ยุค e-Policy ตามคำสั่งนายทะเบียนล่าสุดนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากการจัดส่งกรมธรรม์รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์จะถูกส่งตรงจากบริษัทประกันภัยไปยังผู้เอาประกันภัยโดยตรง ซึ่งกระบวนการนี้ช่วยลดขั้นตอนการส่งผ่านข้อมูลผ่านตัวกลาง ส่งผลให้ข้อมูลส่วนบุคคลมีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นการผลักดันให้นายหน้าประกันภัยต้องปรับตัวในฐานะที่ปรึกษาที่เป็นมืออาชีพ โดยเน้นการจัดเก็บและดูแลเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นและสำคัญเท่านั้น ซึ่งการสอดประสานกันระหว่างมาตรฐานความปลอดภัยใหม่และบทบาทของนายหน้าประกันภัยที่ทันสมัยนี้ คือการยกระดับอุตสาหกรรมประกันภัยไทยเข้าสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
ท้ายที่สุดนี้ สิ่งสำคัญคือการสร้างความสะดวก ความรวดเร็ว และกระบวนการที่สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ทันทีจากปลายนิ้ว ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความไว้วางใจที่แข็งแกร่ง และส่งมอบความอุ่นใจอย่างแท้จริงให้แก่ทุกการเดินทางของผู้เอาประกันภัยในโลกยุคใหม่
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.). (2568). คำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2568 เรื่อง ให้ใช้แบบและข้อความตารางกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ รวมถึงหลักเกณฑ์การออกและส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ, สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.). (2569). ประกาศสำคัญ: e-policy ประกันภัยรถภาคบังคับ เริ่มใช้ 1 มกราคม 2569
โทร 0802956052 (คุณบอย)
โทร 0802951830 (คุณปูเป้)
หรือส่งข้อความทาง Line @srikrungmentor
ติดต่อผ่าน Facebook https://www.facebook.com/ddinsure1978
