2 จำนวนผู้เข้าชม |
1) ใช้รถผิดประเภทที่แจ้งไว้
ตัวอย่าง:
ทำประกันรถส่วนบุคคล
แต่เอาไปวิ่งรับจ้าง / ส่งของเชิงพาณิชย์
ถ้าเกิดอุบัติเหตุ บริษัทอาจปฏิเสธ เพราะความเสี่ยงสูงกว่าที่รับประกันไว้
2) เมาแล้วขับ
กรณีมีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกฎหมายกำหนด
บริษัทมีสิทธิ์ปฏิเสธความคุ้มครองรถตัวเอง
แม้บางส่วนอาจยังคุ้มครองคู่กรณี
แต่เจ้าของรถอาจต้องรับผิดเองจำนวนมาก
3) ไม่มีใบขับขี่ หรือใบขับขี่หมดอายุ
ถ้าคนขับ:
ไม่มีใบขับขี่
ใบขับขี่หมดอายุ
ใช้ใบขับขี่ไม่ตรงประเภท
อาจถูกปฏิเสธเคลมได้
4) ไม่แจ้งบริษัททันที
บางกรณี:
ชนแล้วแยกย้าย
ไม่แจ้งบริษัท
ซ่อมเองก่อน
แล้วค่อยมาเคลมย้อนหลัง
บริษัทอาจไม่รับ เพราะไม่สามารถตรวจสอบเหตุการณ์ได้
5) ชนไม่มีคู่กรณี แต่แจ้งข้อมูลไม่ชัดเจน
เช่น
บอกว่า “ไม่รู้ชนอะไร”
ไม่มีภาพถ่าย
ไม่มีบันทึกประจำวัน
บางบริษัทมีเงื่อนไขชัดเจน
กรณีชนไม่มีคู่กรณี ต้องมีหลักฐาน
6) ดัดแปลงรถแล้วไม่แจ้ง
เช่น
ต่อเติมโครงเหล็ก
ติดตั้งอุปกรณ์เพิ่ม
เปลี่ยนลักษณะการใช้งาน
ถ้าไม่แจ้งบริษัท
อาจมีผลต่อการพิจารณาเคลม
7) ขาดต่ออายุ แม้แค่ 1 วัน
ถ้าประกันหมดอายุ
แล้วเกิดเหตุในช่วงที่ยังไม่ได้ต่อ
ถือว่า “ไม่มีความคุ้มครอง”
8) อยู่ในข้อยกเว้นของกรมธรรม์
ข้อยกเว้นที่พบบ่อย:
แข่งความเร็ว
ใช้รถในกิจกรรมผิดกฎหมาย
เจตนาก่อให้เกิดความเสียหาย
ส่วนนี้มักเขียนไว้ในเล่ม แต่หลายคนไม่อ่าน
9) ระบุชื่อผู้ขับขี่ แต่คนขับไม่ตรงเงื่อนไข
ถ้าระบุอายุ 25 ปีขึ้นไป
แต่วันเกิดเหตุผู้ขับอายุน้อยกว่า
อาจมีค่า Excess เพิ่ม
หรือบางกรณีอาจมีปัญหาเคลม
10) เอกสารไม่ครบ
กรณี:
ไม่มีใบแจ้งความ (ในบางเหตุ)
ไม่มีสำเนาใบขับขี่
ไม่ส่งเอกสารตามกำหนด
ทำให้เคลมล่าช้าหรือถูกปฏิเสธ
สรุป
สาเหตุที่เคลมไม่ได้ ส่วนใหญ่เกิดจาก:
ใช้รถผิดประเภท
เมาแล้วขับ
ไม่มีใบขับขี่
ไม่แจ้งเหตุทันที
เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้น
ประกันไม่ใช่จ่ายเงินแล้วจะได้ทุกกรณี
แต่ต้องอยู่ใน “เงื่อนไขที่ตกลงกันไว้”
วิธีป้องกันไม่ให้เคลมไม่ได้
อ่านเงื่อนไขก่อนทำ
แจ้งการใช้งานรถตามจริง
ถามให้ชัดเรื่องข้อยกเว้น
ต่ออายุก่อนหมด 20–30 วัน
แจ้งบริษัททันทีเมื่อเกิดเหตุ
ปรึกษาฟรี ก่อนทำหรือก่อนต่ออายุ
ส่งกรมธรรม์มาให้เช็กได้เลย
เราช่วยอธิบายเงื่อนไขให้เข้าใจง่าย