0 จำนวนผู้เข้าชม |
1) ประวัติการเคลมและความรวดเร็ว
เวลารถชน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ
“บริการหลังการขาย”
ลองดูว่า:
มีศูนย์รับแจ้งเหตุ 24 ชั่วโมงไหม
เคลมไวหรือไม่
มีเสียงรีวิวอย่างไร
บริษัทที่ราคาถูกมาก แต่เคลมช้า
อาจทำให้คุณเสียเวลามากกว่าเงินที่ประหยัดได้
2) เครือข่ายอู่และศูนย์ซ่อม
เช็กว่า:
มีอู่ในพื้นที่คุณไหม
เลือกซ่อมห้างได้หรือไม่
คุณภาพอู่เป็นอย่างไร
ถ้าบ้านอยู่ต่างจังหวัด
แต่บริษัทมีอู่น้อย อาจไม่สะดวกเวลาเคลม
3) เงื่อนไขกรมธรรม์
อย่าดูแค่เบี้ย
ให้ดูด้วยว่า:
มี Excess หรือไม่
ทุนประกันเท่าไหร่
วงเงินทรัพย์สินบุคคลภายนอกกี่บาท
บางแผนถูก เพราะลดวงเงินลง
4) ประเภทประกันที่เหมาะกับรถ
รถใหม่ → มักเหมาะกับชั้น 1
รถอายุ 7–10 ปี → 2+ หรือ 3+ อาจคุ้มกว่า
เลือกบริษัทที่มีแผนหลากหลาย
เพื่อให้เหมาะกับงบและสภาพรถ
5) ความมั่นคงของบริษัท
เลือกบริษัทที่มีฐานะการเงินมั่นคง
ดำเนินกิจการมายาวนาน
เพื่อความมั่นใจว่า
เวลาเกิดเคลมใหญ่ จะมีศักยภาพจ่ายสินไหม
6) บริการของตัวแทนหรือโบรกเกอร์
บางครั้ง “คนดูแล” สำคัญกว่าบริษัท
มีคนช่วยตามเคลมไหม
ช่วยอธิบายเงื่อนไขไหม
รับสายเวลามีปัญหาหรือไม่
การมีที่ปรึกษาที่ดูแลต่อเนื่อง
ช่วยให้การเคลมราบรื่นขึ้นมาก
7) อย่าเลือกจากราคาอย่างเดียว
ประกันที่ถูกที่สุด
อาจไม่ได้เหมาะที่สุด
เพราะถ้าเกิดเหตุแล้ว
ต้องจ่ายเพิ่มเองหลายหมื่น
สุดท้ายอาจแพงกว่า
สรุป
เลือกบริษัทไหนดี?
ให้ดู 4 เรื่องหลัก:
บริการเคลม
เงื่อนไขความคุ้มครอง
เครือข่ายอู่
ผู้ดูแลหลังการขาย
บริษัทที่เหมาะ คือบริษัทที่
“คุ้มครองตรงความเสี่ยงของคุณ”
ไม่แน่ใจว่าเหมาะกับบริษัทไหน?
ส่งข้อมูลรถมาได้เลย:
ปีรถ
รุ่นรถ
การใช้งาน
งบประมาณ
เราช่วยเปรียบเทียบให้แบบตรงไปตรงมา