24 จำนวนผู้เข้าชม |
Cargo Insurance (ประกันขนส่งสินค้า) มีความสำคัญระดับวิกฤตสำหรับผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก และการขนส่งระหว่างประเทศ เนื่องจากความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานมีความซับซ้อนและอยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้ซื้อขาย
1. ความรับผิดชอบตามเงื่อนไขการค้าระหว่างประเทศ (Incoterms)
ความสำคัญอันดับแรกคือการปฏิบัติตามข้อตกลงซื้อขาย เช่น CIF (Cost, Insurance and Freight) หรือ CIP (Carriage and Insurance Paid To) ซึ่งบังคับให้ผู้ขายต้องทำประกันภัยเพื่อคุ้มครองความเสี่ยงให้กับผู้ซื้อ หากละเลยอาจถือเป็นการผิดสัญญาการค้า
2. หลักการ General Average (ความเสียหายส่วนรวม)
เป็นกฎหมายเดินเรือสากลที่ระบุว่า หากเกิดเหตุฉุกเฉินบนเรือและกัปตันต้องตัดสินใจสละทรัพย์สินบางส่วนเพื่อรักษาเรือและส่วนที่เหลือไว้ เจ้าของสินค้าทุกรายบนเรือลำนั้นต้องร่วมเฉลี่ยรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้น แม้สินค้าของคุณจะไม่เสียหายเลยก็ตาม ซึ่งประกัน Cargo จะเข้ามาจ่ายค่าชดเชยในส่วนนี้แทนคุณ
3. ข้อจำกัดความรับผิดของสายการเดินเรือ (Limited Liability)
ตามกฎหมายสากล (เช่น Hague-Visby Rules) สายการเดินเรือมีความรับผิดชอบจำกัดเพียงไม่กี่ดอลลาร์ต่อหน่วยน้ำหนักหรือต่อแพ็กเกจ ซึ่งมักจะน้อยกว่ามูลค่าสินค้าจริงอย่างมาก การมี Cargo Insurance จึงเป็นทางเดียวที่จะได้รับค่าชดเชยเต็มมูลค่าสินค้า
4. คุ้มครองความเสียหายครอบคลุม (All Risks)
ภัยทางทะเล: เรือเกยตื้น, เรือจม, พายุรุนแรง
อุบัติเหตุระหว่างขนส่ง: สินค้าตกน้ำระหว่างยกขน, ตู้คอนเทนเนอร์เสียหาย
การโจรกรรม: สินค้าสูญหายจากการโจรกรรมหรือปล้นสะดม
ติดต่อที่ปรึกษาด้าน Cargo Insurance
เพื่อวางแผนความคุ้มครองให้สอดคล้องกับ Incoterms และประเภทสินค้า ติดต่อทีมงานศรีกรุงเมนเทอร์:
คุณบอย: 0802956052
คุณปูเป้: 0802951830
Line: @srikrungmento