4 จำนวนผู้เข้าชม |
ประกันภัยไม่ใช่แค่เรื่องราวระหว่างบริษัทประกันภัยและผู้เอาประกันภัยเท่านั้น แต่เปรียบเสมือนร่มเงาของต้นไม้ที่มั่นคง…ที่พร้อมจะเติบโตและดูแลคนไทย รวมถึงทุกคนที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทย
หากจะพูดถึง “ประกันภัย” หลายคนอาจนึกถึงแค่กระดาษกรมธรรม์หรือความยุ่งยากในตอนเคลม แต่ในความเป็นจริงนั้น ประกันภัยคือ “เครื่องมือสร้างความอุ่นใจ” ที่อยู่ใกล้ตัวเราที่สุด ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงตอนหลับ
และในวันนี้ สำนักงาน คปภ. เดินหน้าเปิดทศวรรษใหม่ด้วย แผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 ที่จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ประกันภัยไทยให้กลายเป็นเรื่องของ “เราทุกคน” อย่างแท้จริง
จากอดีตสู่ปัจจุบัน: ก้าวที่มั่นคงของระบบประกันภัย1
ในอดีตแผนพัฒนาการประกันภัยอาจดูเป็นเรื่องของการวางเกราะคุ้มครองในระดับนโยบายที่เน้นไปที่การวางรากฐานภายในของระบบประกันภัย ตั้งแต่การจัดตั้งสำนักงาน คปภ. การปรับปรุงกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์สูงสุดของประชาชน ไปจนถึงการกำกับดูแลบริษัทประกันภัย ทั้งบริษัทประกันชีวิต และบริษัทประกันวินาศภัยต้องมีเงินกองทุนที่เข้มแข็ง ขณะเดียวกันยังครอบคลุมถึงการกำกับดูแลมาตรฐานวิชาชีพของคนกลางประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนประกันชีวิต ตัวแทนประกันวินาศภัย นายหน้าประกันชีวิต และนายหน้าประกันวินาศภัย เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นใจและป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัย แผนพัฒนาการประกันภัยในอดีตจึงเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ระบบประกันภัยไทยเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและได้รับความไว้วางใจจนถึงปัจจุบัน
และเมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัลในแผนพัฒนาการประกันภัยฉบับที่ 4 เราเริ่มเห็นความสะดวกสบายจากการซื้อประกันผ่านมือถือและการบริการที่รวดเร็วขึ้น รวมถึงการปรับเปลี่ยนของคนขายประกันภัยที่ต้องปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลเช่นกัน
จากเดิมที่เคยถือใบอนุญาตแบบกระดาษ ก็ได้เปลี่ยนผ่านสู่ ใบอนุญาตอิเล็กทรอนิกส์ อย่างเต็มรูปแบบ ผ่าน APP คนกลาง For Sure ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้การตรวจสอบข้อมูลทำได้ทันที แต่ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้สูงขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา
แผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5: วิวัฒนาการเชิงโครงสร้างสู่การเป็น National Risk Buffer2
สำหรับแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2563 – 2573) ไม่ได้เป็นเพียงการต่อยอดจากแผนเดิม แต่ถือเป็นการปฏิรูปในระดับโครงสร้าง โดยปรับเปลี่ยนจากการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในมิติเดิม ไปสู่การสร้าง “ระบบนิเวศข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน” (Data Ecosystem) และยกระดับการกำกับดูแลจากการมองเพียงรายบริษัทประกันภัยไปสู่การกำกับดูแลแบบกลุ่มธุรกิจ เพื่อปิดช่องว่างความเสี่ยงอย่างครบวงจร โดยมีเป้าหมายสูงสุดของแผนฉบับนี้คือการผลักดันให้ระบบประกันภัยทำหน้าที่เป็น “กลไกสำคัญในการรองรับแรงกระแทกของประเทศ” (National Risk Buffer) โดยแปรเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงทางเลือก มาเป็นเครื่องมือหลักในการรองรับแรงกระแทกจากวิกฤตการณ์ขนาดใหญ่ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาวอย่างยั่งยืน ผ่าน 4 ยุทธศาสตร์หลัก ดังนี้
ยุทธศาสตร์หลักที่ 1 คือ เสถียรภาพที่แข็งแกร่ง (Stability) มุ่งเน้นความมั่นคงของบริษัทประกันภัยผ่านการยกระดับมาตรฐานเงินกองทุนให้มีความเข้มแข็ง ควบคู่ไปกับการนำหลักการด้าน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) มาเป็นหัวใจหลักในการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างความยืดหยุ่น ความแข็งแกร่ง ความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงและพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยมีมาตรการเชิงรุกที่สำคัญหลายประการ เช่น การยกระดับการกำกับดูแลการประกันภัยต่อและการเพิ่มศักยภาพการรับประกันภัยต่อภายในประเทศไทย การสร้างชุมชนแห่งการประกันภัย (Insurance Community) เพื่อพัฒนาบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัย ตลอดจนตัวแทนและนายหน้าประกันภัย ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมไปถึงการยกระดับการปราบปรามการฉ้อฉลประกันภัย เช่น กรณีการปลอมแปลงเอกสารเคลม หรือการยักยอกเบี้ยประกันภัย ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการจ่ายค่าสินไหมทดแทน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้เอาประกันภัยในระยะยาว
ยุทธศาสตร์หลักที่ 2 คือ การเตรียมพร้อมรับมือ (Resilience) มุ่งเน้นการยกระดับการจัดการภัยพิบัติด้วยแบบจำลองวิเคราะห์ความเสี่ยงที่มีความละเอียดและแม่นยำสูงยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยแวดล้อมในช่วงที่ผ่านมา พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมรับมือกับความท้าทายรูปแบบใหม่ๆ เพื่อให้สามารถคาดการณ์และป้องกันเหตุการณ์ที่อาจสร้างความเสียหายในอนาคตได้อย่างทันท่วงที โดยมาตรการสำคัญในยุทธศาสตร์นี้จะครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยและฐานข้อมูลด้านภัยพิบัติให้มีความทันสมัย การศึกษากลไกการบริหารจัดการความเสี่ยงภัยขนาดใหญ่ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนการยกระดับความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อร่วมกันบริหารความเสี่ยงสาธารณะ ดังจะเห็นได้จากกรณีศึกษาเหตุการณ์มหาอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งความร่วมมือในการบริหารความเสี่ยงเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาความรุนแรงและลดความเป็นไปได้ที่จะเกิดความเสียหาย แต่ยังเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการคลังของประเทศ
ยุทธศาสตร์หลักที่ 3 คือ การเข้าถึงที่เท่าเทียม (Inclusion) มุ่งเน้นการสร้างโอกาสเพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงระบบประกันภัยได้อย่างทั่วถึง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับให้ประกันภัยเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางสังคมที่ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จริง โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยที่ควรได้รับโอกาสในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีราคาเหมาะสม เข้าถึงได้ง่าย และสอดคล้องกับความจำเป็น ตลอดจนการเตรียมความพร้อมเชิงโครงสร้างเพื่อรับมือกับการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในอนาคตอันใกล้ ซึ่งการจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้นั้น หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์นี้คือการดำเนินมาตรการเชิงรุกในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับระบบการพิจารณารับประกันภัยและการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารจัดการการเงินและสุขภาพเพื่อการวางแผนชีวิตในระยะยาว รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยและช่องทางการจัดจำหน่ายกรมธรรม์ประกันภัยที่ทันสมัย โดยอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลและเทคโนโลยีขั้นสูงมาเป็นตัวขับเคลื่อน อาทิ การวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการเฉพาะบุคคล เพื่อให้มั่นใจได้ว่าระบบประกันภัยจะสามารถรองรับวิถีชีวิตของประชาชนและตอบสนองความต้องการของประชาชนทุกคนได้อย่างยั่งยืน
ยุทธศาสตร์ที่ 4 คือ การขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี (Technology & Data-Driven) มุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศด้านข้อมูลและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ โดยมีเป้าหมายหลักคือข้อมูลเปิดด้านการประกันภัย (Open data3) ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการผ่านทาง LINE Official Account “คปภ. รอบรู้” หรือ “@OICConnect” รวมถึงการเชื่อมต่อข้อมูลกับภาครัฐ เช่น กรมการขนส่งทางบก เพื่อตรวจสอบการทำประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พ.ร.บ.) สำหรับการชำระภาษีรถประจำปี ตลอดจนการส่งเสริมการใช้กรมธรรม์ประกันภัยอิเล็กทรอนิกส์ (E-Policy) ซึ่งได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยรถภาคบังคับในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์4 และการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจประกันภัยให้เข้าสู่ระบบดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้ เพื่อยกระดับความโปร่งใสและเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลธุรกิจในรูปแบบ Smart Regulator ผ่านการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้แก่ระบบประกันภัยของประเทศไทยได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
บทสรุปสู่ภาพอนาคต
ความสำเร็จของแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 นั้น มีรากฐานสำคัญมาจากการบูรณาการความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างกลุ่มผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้มาตรการเชิงนโยบายสัมฤทธิผลอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การขยายองค์ความรู้และการเข้าถึงระบบประกันภัยในระดับท้องถิ่น การยกระดับมาตรฐานวิชาชีพของคนกลางประกันภัย ไปจนถึงการกำกับดูแลความมั่นคงทางการเงินและหลักธรรมาภิบาลของบริษัทประกันภัยอย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการป้องกันการฉ้อฉลประกันภัยและการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้เอาประกันภัยและประชาชนในทุกภาคส่วน ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายโดยอาศัยฐานข้อมูลและเทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นเครื่องมือสำคัญ เพื่อให้ระบบประกันภัยไทยมีความโปร่งใสและได้รับความไว้วางใจจากสาธารณชนอย่างยั่งยืน
ในระยะ 5 ปีข้างหน้านี้ หากการดำเนินงานตามแผนงานบรรลุผลสำเร็จ ประเทศไทยจะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านการประกันภัยในระดับภูมิภาค ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคู่ไปกับหลักธรรมาภิบาล (Good Governance (CG)) โดยระบบประกันภัยจะทำหน้าที่เป็น ‘รากแก้ว’ แห่งความมั่นคง ที่หยั่งรากลึกเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและพึ่งพาได้จริง ซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักในการสร้างคุณค่าและเสริมสร้างความมั่งคั่งให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืนสืบไป
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
1สำนักงาน คปภ. เรื่องแผนพัฒนาธุรกิจประกันภัย สืบค้นเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 แหล่งที่มา
2สำนักงาน คปภ. เรื่อง คปภ. แถลงแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 วางยุทธศาสตร์หลัก 4 ด้าน พลิกบทบาทประกันภัยไทยรับมือความเสี่ยงยุคใหม่ สู่ National Risk Buffer เสริมความมั่นคงของประเทศ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 แหล่งที่มา
3ดร.ชญานิน เกิดผลงาม รองเลขาธิการ ด้านกลยุทธ์และเทคโนโลยี สำนักงาน คปภ. เรื่อง AI กับการขับเคลื่อนการประกันภัยและความท้าทาย เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2567 แหล่งที่มา
4คำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2568 เรื่อง ให้ใช้แบบและข้อความตารางกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ การออกและส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 แหล่งที่มา
ทุกเรื่องประกันภัย สอบถามเรา
โทร: 080-295-6052 (คุณบอย)
โทร: 080-295-1830 (คุณปูเป้)
Line: @srikrungmentor
Facebook: ศรีกรุงปทุมธานี