เคลมประกันรถยนต์แบบไหน ถึงจะเรียกว่าบ่อย?

196 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เคลมประกันรถยนต์แบบไหน ถึงจะเรียกว่าบ่อย?

ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่รถยนต์หรือตัวผู้ใช้งานรถยนต์ แล้วมีการแจ้งความประสงค์ที่จะขอเคลมเพื่อเรียกร้องเงินชดเชยค่าเสียหายตามขอบเขตความคุ้มครองของประกันภัยรถยนต์ที่ซื้อเอาไว้ แต่ถ้าเกิดว่ามีการยื่นเคลมบ่อยเกินไป ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อบริษัทฯ ได้ ทำให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ต้องให้ความเป็นธรรมกับบริษัทประกันภัยรถยนต์ด้วย เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้บริษัทฯ ถูกเอาเปรียบจากลูกค้ามากจนเกินไป

เคลมประกันรถยนต์แบบไหนที่เรียกว่าบ่อย?
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทางประกันฯ จะพบกับลูกค้าหัวใสหลาย ๆ คนที่ทำเรื่องขอเคลมบ่อยครั้ง จนได้รับเงินชดเชยเกินขอบเขตของเบี้ยประกันรถยนต์ที่ชำระ โดยที่ทางประกันรถยนต์ไม่สามารถทำการพิสูจน์ได้ว่าร่องรอยความเสียหายที่ปรากฏอยู่บนรถยนต์นั้น เป็นความเสียหายที่มาจากการโดนกระทำจริงหรือไม่ กล่าวคือ มีหลักฐานน้อยเกินที่จะสรุปสาเหตุความเสียหายได้ จึงมีคนที่อาศัยช่องโหว่ตรงนี้มาขอเคลมประกันบ่อย ๆ เพื่อรับเงินคุ้มครองนั่นเองหากถามว่าต้องขอเคลมมากแค่ไหนถึงเรียกว่าบ่อย กล่าวคือ การเคลมบ่อย ๆ ถึงขั้นสุดที่เรียกได้ว่า ขอเคลมประกันจนติด Black List หมายความว่า ขอเคลมเกิน 200% ของเบี้ยประกันภัยต่อปี แบบที่ผู้ขอเคลมเองไม่สามารถระบุคู่กรณีได้ ยกตัวอย่างเช่น ขับรถชนกระถางต้นไม้ หรือมีวัตถุตกกระแทกรถ ต้องซ่อมสี ซ่อมรอยบุบ โดยทำประกันรถไว้ 10,000 บาท แต่ซ่อมสีซ่อมทุกอย่างเกิน 2 ล้านบาท หากเจอกรณีแบบนี้ ทางบริษัทฯ จะไม่รับทำประกันรถยนต์ต่อในปีหน้าอย่างแน่นอน ซึ่งในความเป็นจริงการอนุมัติวงเงินให้เคลมเกิน 200% มีความเป็นไปได้น้อยมาก

เคลมประกันบ่อย ประกันรถยนต์มีสิทธิปฏิเสธการต่ออายุ
หากเจอผู้ขอเคลมประกันบ่อยเกินไป กรณีแบบนี้ ทางบริษัทประกันเจ้าเดิมมีสิทธิ์ที่จะไม่ต่ออายุให้ผู้ที่เรียกเคลมสินไหมเกิน 200% แบบระบุคู่กรณีไม่ได้ตามที่กล่าวข้างต้น

เคลมประกันรถยนต์แบบไหนที่เรียกว่าบ่อย?
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทางประกันฯ จะพบกับลูกค้าหัวใสหลาย ๆ คนที่ทำเรื่องขอเคลมบ่อยครั้ง จนได้รับเงินชดเชยเกินขอบเขตของเบี้ยประกันรถยนต์ที่ชำระ โดยที่ทางประกันรถยนต์ไม่สามารถทำการพิสูจน์ได้ว่าร่องรอยความเสียหายที่ปรากฏอยู่บนรถยนต์นั้น เป็นความเสียหายที่มาจากการโดนกระทำจริงหรือไม่ กล่าวคือ มีหลักฐานน้อยเกินที่จะสรุปสาเหตุความเสียหายได้ จึงมีคนที่อาศัยช่องโหว่ตรงนี้มาขอเคลมประกันบ่อย ๆ เพื่อรับเงินคุ้มครองนั่นเองหากถามว่าต้องขอเคลมมากแค่ไหนถึงเรียกว่าบ่อย กล่าวคือ การเคลมบ่อย ๆ ถึงขั้นสุดที่เรียกได้ว่า ขอเคลมประกันจนติด Black List หมายความว่า ขอเคลมเกิน 200% ของเบี้ยประกันภัยต่อปี แบบที่ผู้ขอเคลมเองไม่สามารถระบุคู่กรณีได้ ยกตัวอย่างเช่น ขับรถชนกระถางต้นไม้ หรือมีวัตถุตกกระแทกรถ ต้องซ่อมสี ซ่อมรอยบุบ โดยทำประกันรถไว้ 10,000 บาท แต่ซ่อมสีซ่อมทุกอย่างเกิน 2 ล้านบาท หากเจอกรณีแบบนี้ ทางบริษัทฯ จะไม่รับทำประกันรถยนต์ต่อในปีหน้าอย่างแน่นอน ซึ่งในความเป็นจริงการอนุมัติวงเงินให้เคลมเกิน 200% มีความเป็นไปได้น้อยมาก

เคลมประกันบ่อยเกิน ประกันรถยนต์มีสิทธิ์ปฏิเสธการต่ออายุ
หากเจอผู้ขอเคลมประกันบ่อยเกินไป กรณีแบบนี้ ทางบริษัทประกันเจ้าเดิมมีสิทธิ์ที่จะไม่ต่ออายุให้ผู้ที่เรียกเคลมสินไหมเกิน 200% แบบระบุคู่กรณีไม่ได้ตามที่กล่าวข้างต้น

 สำหรับใครที่สนใจจะสมัครสมาชิกกับศรีกรุงโบรคเกอร์  สามารถสมัครสมาชิกศรีกรุงโบรคเกอร์ได้ที่เว็บไซต์  www.srikrungmentor.com  หรือแอดไลน์มาที่  @srikrungmentor  เพียงกดเพิ่มเพื่อนที่  https://lin.ee/5hl2T56  หรือติดต่อสมัครสมาชิกศรีกรุงสาขาปทุมธานี ดีดีศูนย์รวมประกันภัย  รังสิตคลองสาม 
โทร080-2951830 / 080-2956052 /061-8235619

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้